วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

หลักการเบื้องต้น สำหรับการฝึกทักษะเด็กสมาธิสั้น

การช่วยเหลือเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นนั้น นอกจากแพทย์จะให้ยากินเพื่อให้มีสมาธิในการเรียนแล้ว พ่อแม่และครูมีส่วนช่วยอย่างมาก ในการฝึกทักษะหลายประการที่เด็กสมาธิสั้นยังขาดอยู่ ซึ่งการขาดทักษะเหล่านั้น แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมต่างๆที่ทำให้หนักใจ เช่น ดื้อ ซน พูดไม่ฟัง ไม่มีระเบียบวินัย ไม่คิดก่อนทำ ไม่รอบคอบ ประมาทเลินเล่อ เอาแต่ใจตัวเอง การแก้ไขพฤติกรรมต่างๆนั้น ส่วนใหญ่จะยากลำบาก การฝึกทักษะที่ดีให้เกิดขึ้นก่อนจึงมีความสำคัญมาก เพื่อป้องกันเด็กสมาธิสั้นมีพฤติกรรมไม่ดีจนติดเป็นนิสัยไปจนโต การฝึกทักษะมักต้องใช้เวลานาน เป็นเดือนหรือเป็นปี ต้องอาศัยความอดทน ความเอาจริงเอาจัง ความสม่ำเสมอและร่วมมือของพ่อแม่อย่างมาก เด็กปกติทั่วๆไปนั้นมักฝึกพฤติกรรมได้เร็ว แต่เด็กสมาธิสั้นจะฝึกยาก ฝึกแล้วลืมง่าย ในระยะแรกๆพ่อแม่จึงไม่ควรคาดหวังผลเร็ว ไม่ควรเปรียบเทียบผลของการฝึกพฤติกรรมเด็กสมาธิสั้นกับเด็กทั่วๆไป การฝึกควรจะเริ่มตั้งแต่เด็กอายุน้อยไปสิ้นสุดเมื่อเด็กโตเป็นวัยรุ่นตอนปลายเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ถ้าต้องการประเมินผลการฝึก ควรเปรียบเทียบผลที่เกิดกับตัวเด็กเองโดยติดตามระยะยาว จะเห็นความสำเร็จชัดเจนขึ้นทีละน้อย โดยจะพบว่าเด็กมีพฤติกรรมที่ดีมากขึ้น และบ่อยขึ้นจนในที่สุดกลายเป็นนิสัยที่ดี และกลายเป็นบุคลิกภาพที่ดีติดตัวอย่างถาวรเมื่อพ้นจากวัยรุ่นเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หลังจากนั้นการพัฒนาทักษะที่ดีเพิ่มเติมขึ้นอีก จะเกิดขึ้นได้ แต่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาจากภายในตัวเอง ในระหว่างวัยเด็กนี้ พ่อแม่และครูจึงเป็นผู้ช่วยสำคัญ ที่จะ ฝึกฝนส่งเสริมให้เด็กสมาธิสั้นมีทักษะเบื้องต้น เพื่อเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาตนเองในระยะยาวต่อไป 



ก่อนเริ่มต้น เตรียมใจ ตามขั้นตอน ดังนี้ 

ขั้นแรก เข้าใจอาการต่างๆของเด็กสมาธิสั้น ช่วยให้ทำใจยอมรับพฤติกรรมหลายประการที่อาจแตกต่างจากเด็กอื่นอย่างมาก 

ขั้นต่อมา ทำใจยอมรับว่า การฝึกต่อไปนี้ต้องใช้ความพยายาม ความอดทนอย่างสูงในการฝึก และเวลานานพอสมควรกว่าจะเห็นผลชัดเจน 

ขั้นที่สาม ตั้งใจฝึกอย่างสม่ำเสมอ ความสำเร็จอยู่ที่การเอาจริง 


ทำไมถึงต้องฝึกทักษะ

อาการของโรคสมาธิสั้นนั้นเริ่มแสดงให้เห็นตั้งแต่เด็กอายุน้อย แต่จะเริ่มวินิจฉัยได้ในวัยอนุบาล หรือเมื่อเริ่มเข้าวัยเรียนชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 1 (6-7 ขวบ) อาการของโรคจะเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และดำเนินต่อไปจนเมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น อาการซน อยู่ไม่นิ่งจะน้อยลง เมื่ออายุมากขึ้น แต่อาการสมาธิสั้นจะยังคงมีอยู่ เด็กบางคนสามารถปรับตัวได้กับอาการขาดสมาธินี้ ด้วยการทำอะไรหลายๆอย่างในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อลดความเบื่อหน่าย แต่ในที่สุดงานก็เสร็จเหมือนกัน การพยายามปรับตัวบางอย่างได้ผลจะช่วยให้เขาปรับตัวได้ แต่อาการหลายๆอย่างของเด็กสมาธิสั้น แสดงออกเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น วู่วาม หุนหันพลันแล่น เวลาโกรธแล้วก้าวร้าวรุนแรงขาดการยั้งคิด ไม่มีระเบียบวินัย นึกอยากจะทำอะไรก็ทำโดยไม่ยั้งคิด ขาดการวางแผน พฤติกรรมเหล่านี้ต้องแก้ไขก่อนจะติดเป็นนิสัย การฝึกทักษะหลายอย่างที่เด็กสมาธิสั้นขาดอยู่ จะช่วยให้เขามีพฤติกรรมเหมาะสม ปรับตัวได้ดี พฤติกรรมดี นิสัยดี เรียนได้ดีเต็มความสามารถที่แท้จริง เป็นที่รักของพ่อแม่ญาติพี่น้อง เป็นที่ยอมรับของเพื่อนๆ และป้องกันปัญหาพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ 

เมื่อเด็กเข้าสู่วัยรุ่น การตอบสนองของยาอาจลดลง แพทย์มักจะลดยาและหยุดยาได้ในช่วงวัยรุ่นนี้ การปรับตัวในวัยรุ่นจะดีหรือไม่ ขึ้นกับการฝึกทักษะต่างๆที่ผ่านมา ถ้าฝึกได้ดี วัยรุ่นจะควบคุมตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ยา การฝึกทักษะต่างๆตั้งแต่เด็กอายุน้อยจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปรับตัวในวัยต่อมา และช่วยให้ดำเนินชีวิตได้ดีในวัยผู้ใหญ่
ควรฝึกทักษะที่จำเป็นตั้งแต่เล็ก เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมตอนโต


ปัญหาพฤติกรรมของเด็กสมาธิสั้น
ปัญหาพฤติกรรมหลัก
เด็กสมาธิสั้นมักจะมีปัญหาพฤติกรรมมากกว่าเด็กทั่วๆไป ซึ่งเป็นปัญหาจากอาการหลักของโรคสมาธิสั้น 3 ประการ คือ
1. ซน อยู่ไม่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา ติดเล่น ไม่ใส่ใจการเรียน
2. ขาดสมาธิ จะไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการทำงานได้นาน ทำงานไม่สำเร็จ เบื่อง่าย ขาดความตั้งใจที่จะทำ ไม่รับผิดชอบการทำงาน ขี้ลืม
3. ขาดการยับยั้งใจตนเอง ทำตามใจตนเอง หุนหันพลันแล่น ขาดการยั้งคิด ทำไปด้วยอารมณ์ สับเพร่า ประมาท เลินเล่อ ทำงานบกพร่องผิดพลาด ดื้อ ก้าวร้าวเกเร มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
ปัญหาพฤติกรรมที่พบร่วม
เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นมีอาการที่รบกวนผู้อื่น ยากแก่การเลี้ยงดู ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางลบจากพ่อแม่และครูมาก ทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมตามมา เช่น การเอาใจตามใจหรือช่วยเหลือเด็กมากเกินไป การดุด่าว่ากล่าวลงโทษรุนแรง หรือการไม่เอาจริงปล่อยเด็กเกินไป ในที่สุดกลายเป็นปัญหาพฤติกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • การตามใจเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กขาดการควบคุมตนเอง ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ไม่คิด ไม่วางแผนการให้เป็นระบบ เอาแต่ใจตัว ทำตามอารมณ์ตนเอง ไม่ฟังใคร เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  • การช่วยเหลือเด็กมากเกินไป ทำให้เด็กช่วยตัวเองไม่เป็น บริหารเวลาไม่เป็น ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ ขาดความมั่นใจตนเอง ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในทางที่ดี ไม่แก้ปัญหาเอง พึ่งพาผู้อื่น หลบเลี่ยงปัญหา ขาดทักษะพื้นฐานในการปรับตัว
  • การดุด่า ตำหนิ ประณาม ประจาน ลงโทษมากเกินไป ทำให้อารมณ์ไม่มั่นคง หงุดหงิดง่าย มองตนเองไม่ดี มองโลกในแง่ร้าย ขาดความภูมิใจตนเอง ขาดความกล้าคิดริเริ่มในทางสร้างสรรค์ เก็บกดความโกรธความก้าวร้าว และอาจแสดงออกเป็นความก้าวร้าวต่อผู้อื่น อาจกลายเป็นพฤติกรรมเกเรเมื่อโตขึ้น
  • การปล่อยเด็กเป็นอิสระเกินไป ทำให้เด็กขาดระเบียบวินัย ขาดการควบคุมตนเอง ขาดทักษะส่วนตัว ขาดทักษะสังคม เอาแต่ใจตนเอง ตัดสินใจแบบขาดการยั้งคิด ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ไม่ปรับตัวเข้าหาผู้อื่น ไม่อยู่ในกรอบกติกาของสังคม
ปัญหาพฤติกรรมเด็กเหล่านี้ ถ้าไม่แก้ไขต่อไปจะกลายเป็นปัญหาบุคลิกภาพที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
เด็กสมาธิสั้นมีปัญหาพฤติกรรมมาก ต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่องระยะยาว


ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยการฝึก

ปัจจัยที่ช่วยให้การฝึกทักษะต่างๆได้ผลดีนั้น มีดังนี้
  • สุขภาพจิตที่ดีของพ่อแม่ การควบคุมอารมณ์ตนเอง ความสม่ำเสมอ การวางแผนและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน
  • ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่กับเด็ก มีความรักอบอุ่นใกล้ชิดกัน
  • พ่อและแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน มีความเห็นที่สอดคล้องกันหรือประนีประนอมกันได้ สามารถตกลงทำงานร่วมกันได้ดีแม้ว่าจะมีความเห็นแตกต่างกัน มีการประสานงานและช่วยเหลือแบ่งหน้าที่กัน มีเวลาและแรงจูงใจที่จะช่วยกันฝึก
  • ความสามารถในการสื่อสารระหว่างกันในครอบครัว สามารถบอกความคิดความรู้สึก ความต้องการของกัน ยอมรับฟัง และตอบสนอง ประนีประนอมยอมรับกันด้วยเหตุผลและหลักการที่ดี
  • ความเข้าใจปัญหาเด็กสมาธิสั้น รู้ว่าอาการของเด็กสมาธิสั้นนั้นเกิดจากอะไร ไม่หงุดหงิดต่ออาการต่างๆของเด็ก ยอมรับความแตกต่างของเด็กสมาธิสั้นกับเด็กปกติ มีความหวังต่อการช่วยฝึกทักษะ มองหาข้อดีของเด็กสมาธิสั้นเสมอ
  • ความอดทน อดกลั้น ของพ่อแม่ที่มีต่อพฤติกรรมบางอย่างของเด็กสมาธิสั้น เช่น การเคลื่อนไหวมาก ยุกยิกอยู่ไม่นิ่ง การไม่ค่อยยั้งคิด ใจเร็วใจร้อนของเด็ก สามารถวางเฉยได้ในขณะที่กำลังฝึกให้เด็กดีขึ้น
  • ความสามารถของเด็กในการช่วยเหลือตัวเอง เด็กได้รับการฝึกให้สามารถทำอะไรได้ตามวัยปกติของเขา เช่น การช่วยเหลือตนเองในการกิน การขับถ่าย การแต่งตัว การบอกความต้องการของตน การควบคุมตนเอง การรู้จักรอคอย เป็นต้น
  • พื้นอารมณ์ของเด็ก ถ้ามีพื้นอารมณ์ดี การตอบสนองต่อการฝึกจะดี ฝึกง่าย เรียนรู้เร็ว ปรับตัวเร็ว
  • เด็กรับทราบว่าตนเองมีเรื่องที่ต้องฝึก มีส่วนร่วมในการฝึก
  • พ่อแม่และครูร่วมมือกัน ฝึกในทิศทางเดียวกัน ช่วยส่งเสริมกัน

พ่อแม่และครูต้องร่วมมือกันให้ถูกทิศทาง จึงจะฝึกเด็กสมาธิสั้นได้ผล

ประเภทของทักษะที่ควรฝึก

ทักษะที่จำเป็นต้องฝึกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 

1. ทักษะส่วนตัว เช่น ทักษะในการช่วยเหลือตัวเอง ทักษะในการควบคุมตนเอง ทักษะในการคิด การวางแผน การทำให้ได้ตามแผน การรอคอย ทักษะในการรู้และจัดการกับอารมณ์โกรธ 

2. ทักษะสังคม เช่น ทักษะในการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน ทักษะในการเข้าสังคมทางบวก การให้การรับ การช่วยเหลือผู้อื่น การทำตัวให้เป็นประโยชน์ การควบคุมตนเองให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม การรู้ผิดชอบชั่วดี และควบคุมตนเองให้ประพฤติดี ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ฝึกทักษะสังคมและส่วนตัวไปพร้อมกัน



การวางแผนการฝึก
ทักษะต่างๆที่พ่อแม่ควรฝึกให้แก่ลูกสมาธิสั้น มีหลายประการ ควรเลือกฝึกตามปัญหาจริง ก่อนการฝึก พ่อแม่ควรสังเกตว่าลูกมีปัญหาในทักษะข้อใด ทั้งนี้เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นบางคนมีปัญหาพฤติกรรมหลายอย่าง ทักษะบางอย่างจะเป็นพื้นฐานของทักษะอื่น การฝึกในระยะแรก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนก่อน แพทย์จะช่วยวิเคราะห์ได้ว่าเด็กมีทักษะใดที่ดีอยู่แล้ว ควรฝึกทักษะใดอีกบ้าง และควรเลือกฝึกข้อใดก่อน การเลือกวิธีฝึกและขั้นตอนในการฝึกที่ดี จะช่วยให้ฝึกได้ง่าย
  • พ่อแม่ร่วมมือกันวางแผนการฝึก ให้ได้วิธีที่ตกลงร่วมกัน
  • ก่อนการฝึก มีการพูดคุยตกลงกันล่วงหน้ากับลูก ว่าจะทำอะไร ทำไปทำไม เริ่มเมื่อใด ลองปฏิบัติถึงเมื่อใดแล้วจึงจะประเมินผล
  • ให้ลูกมีส่วนร่วมในการวางแผน แต่อยู่ในกรอบกติกาที่เหมาะสม ในวัยรุ่นอาจมีรับฟังความคิดเห็นมากขึ้นกว่าเด็ก อาจมีการประนีประนอมมากขึ้น ให้เขามีส่วนร่วมในการวางแผนและตั้งข้อกำหนดกติกาต่างๆ
  • ชมเมื่อเริ่มทำด้วยตัวเอง ชมความพยายาม ความตั้งใจ ไม่ควรชมสิ่งที่ไม่เป็นความจริง
  • พยายามจูงใจให้ทำมากกว่าการบังคับให้ทำ
  • ในกรณีที่ไม่สามารถทำตามที่วางแผนไว้ได้ ให้วิเคราะห์สาเหตุทันที พยายามแก้ไขและทำให้ได้ตามที่วางแผนจนถึงเวลาที่กำหนดไว้
  • เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ มีการประเมินผล อาจมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผนการในช่วงเวลาต่อไป สรุปชมข้อดีของเด็ก วิเคราะห์ปัญหาอุปสรรคหรือโอกาสพัฒนา เพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไป
  • พ่อแม่ประสานงานกับครู ฝึกเด็กให้สอดคล้องและส่งเสริมกัน

เลือกแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหาบางพฤติกรรมก่อน แก้ทีละปัญหา

ที่มา [ออนไลน์] สืบค้นได้จากเว็บ  http://www.positive-learning.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=25&catid=1&Itemid=3  

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อาหารสำหรับเด็ก


10 อาหารบำรุงสมองสำหรับเด็ก

1.ปลาแซลมอน
ปลาแซลมอนเป็นปลาแม่น้ำที่นิยมรับประทานกันมากค่ะ เพราะในเนื้อของปลาแซลมอนอุดมไปด้วย กรดไขมัน มีโอเมก้า 3 DHA และ EPA ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง

2. ไข่
ในไข่ 1 ฟองจะอุดมไปด้วยโปรตีน ยิ่งตรงไข่แดงจะมีโปรตีนเยอะที่สุด ประโยชน์ของไข่ คือ ช่วยในการบำรุงสมอง ช่วยบำรุงร่างกายและช่วยฟื้นฟูสุขภาพ

3. เนย
ในเนย จะมีสารเลซิติน มีวิตามินอีที่มีศักยภาพในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องระบบประสาท ช่วยในการบำรุงสมองและเพิ่มความจำได้

4.ธัญพืช
ในธัญพืชเช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าว-ซ้อมมือ จะให้พลังงานสูง และมีเส้นใย ช่วยในการควบคุมระดับของน้ำตาลในเลือด และมีวิตามินบี และมีส่วนช่วยในความจำ และบำรุงสมองของเด็ก

5.ข้าวโอ๊ต
หากเด็ก ๆ รับประทานข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้าเป็นประจำ สารอาหารในข้าวโอ๊ตจะช่วยให้สมองและร่างกายทำงานได้อย่างเหมาะสม เพราะในข้าวโอ๊ตมีทั้งวิตามิน B โทแทสเซียม และสังกะสี

6.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
ปัจจุบันผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลายกำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็นสตอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ก็ล้วนให้ประโยนย์แก่ร่างกายหลายอย่างเช่น ช่วยในเรื่องของความจำ ระบบประสาทสมอง เพราะว่าผลไม่ตตระกูลเบอร์รี่มีทั้ง วิตามิน C และโอเมก้า 3 


7.ถั่ว
ถั่วเป็นแหล่งของโปรตีนและคาร์โบไฮเดตร  เป็นอาหารสมองชั้นดีเพราะจะช่วยเพิ่มระดับพลังงานให้ร่างกายได้ หากเด็ก ๆ ทานแล้วจะช่วยเสริมความจำ บำรุงสมอง ช่วยในการเจริญเติบโต


8.ผักสีสด
ในผักสีสดจะมีแร่ธาตุและวิตามินจำนวนมาก มีทั้งสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ในส่วนช่วยในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและรักษาเซลล์สมองให้แข็งแรงขึ้นได้


9.นมหรือโยเกิร์ต
อาหารประเภทนมหรือโยเกิร์ต เป็นอาหารที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติมโตของเนื้อเยื่อสมองและเอนไซม์ ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง และมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมอง

10.เนื้อไม่ติดมัน
การทานเนื้อเป็นสิ่งที่ดีนะค่ะ แต่เราควรจะรับประทานเนื้อที่ไม่ติดมันดีที่สุดค่ะ เพราะหากเรารับประทานเนื้อติดมันมากเกินไปอาจจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ ในเนื้อที่ไม่ติดมันจะมีเกลือแร่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเจริญเติบโตของเด็ก เพระช่วยพัฒนาความจำได้
 
 ที่มา (ออนไลน์)  เข้าสืบค้นได้จากเว็บ http://lifestyle.ladytips.com/topic/8590

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

Detox อารมณ์ลูก 3 วัยให้มั่นคงและดี

Detox อารมณ์ลูก 3 วัยให้มั่นคงและดี

         บ่อยครั้งที่เรามักจะพบว่าเด็กๆ สมัยนี้ไม่สามารถควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตนเองได้ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการไม่ได้รับการฝึกฝน หรือแก้ไขตั้งแต่เล็กๆ ค่ะ
          ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ของเด็กๆ กับคนที่อยู่รอบข้างก็ต้องอยู่ในเชิงบวกด้วย เด็กๆ ถึงจะรู้สึกมั่นคง อารมณ์ดี มีการต่อยอด และพร้อมเรียนรู้ ซึ่งตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี คุณสามารถสร้างอารมณ์ที่มั่นคงให้ลูกได้ด้วยการ Detox

 โตวันโตคืน 0-1 ปี : ดีท็อกซ์พื้นฐานอารมณ์

เข้าใจธรรมชาติและพื้นฐานอารมณ์ลูก

    ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติอารมณ์ของเด็กช่วงวัยแรกเกิด – ขวบปีแรก ว่ามีพื้นฐานอารมณ์ที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการรับรู้ด้านประสาทสัมผัสที่ไวกว่าปกติ การที่ลูกน้อยอารมณ์ไม่ดี อาจเกิดจากการได้ยินเสียงบางอย่าง หรืออารมณ์ไม่ดีเวลาเห็นของบางอย่างที่เขาดูแล้วไม่เข้าใจ เช่น ตุ๊กตาไขลาน เพราะเด็กบางคนจะไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ทำไมถึงเคลื่อนที่ได้ เขาก็เลยรู้สึกไม่ชอบสิ่งนั้น  





สังเกต + ตอบสนอง = พื้นฐานอารมณ์ดี

พ่อแม่สามารถสังเกตอารมณ์ของลูกได้ ว่าลูกชอบหรือไม่ชอบการสัมผัสแบบไหน ลูกไม่ชอบเสียงแบบไหน หรือชอบให้อุ้มท่าไหน ถ้าเขาไม่ชอบเขาก็จะแสดงออกด้วยการร้องไห้งอแง แต่ถ้าเราสังเกตและรู้ได้ว่าลูกอารมณ์ไม่ดีเพราะอะไรก็ไม่จำเป็นที่จะให้ลูก หลีกเลี่ยงของนั้น หรือไม่ให้ลูกเล่นอีกเลย แต่ใช้วิธีค่อยๆ ให้เขาเห็นจนเกิดการยอมรับได้

          เช่น ลูกไม่ชอบตุ๊กตาไขลาน เห็นทีไรร้องไห้ อารมณ์ไม่ดีทุกครั้ง ให้ลองวางตุ๊กตานั้นไว้ไกลๆ ในระยะที่เขาเห็นแล้วทนได้ ไม่ร้อง แล้วค่อยๆ เอาเข้ามาใกล้ทีละนิด จนเริ่มยอมรับได้ในที่สุดค่ะ
          หรือเด็กบางคนไม่ชอบสัมผัสทราย ก็อาจจะหาอย่างอื่นทดแทน เช่น ข้าวสาร เมล็ดถั่วเขียว ให้เขาได้สัมผัส เพื่อรับรู้ความแตกต่าง และเรียนรู้เรื่องการสัมผัสที่ดี
เมื่อ เราเข้าใจธรรมชาติอารมณ์ของลูกน้อย รู้ว่าเขาหงุดหงิดร้องไห้เพราะสาเหตุใด แล้วคุณแม่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม ลูกก็จะอารมณ์ดี รู้สึกมั่นคงปลอดภัย เพราะรู้ว่าเมื่อไหร่ที่ไม่สบายตัว หิว รู้สึกร้อน หนาว เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยให้รู้สึกสบายตัวขึ้น
          เพราะฉะนั้น ในวัยขวบปีแรก ควรให้ความสำคัญเรื่องการตอบสนองความต้องการที่เหมาะสม ดีท็อกซ์อารมณ์ที่ไม่ดีออกไป เพื่อสร้างพื้นฐานอารมณ์ที่มั่นคงให้ลูก


ดีท็อกซ์อารมณ์บูด...สร้างอารมณ์ดีให้เบบี้

สิ่งไหนที่ทำให้ลูกหงุดหงิด หรือทำให้พัฒนาการถดถอย ต้องรีบกำจัดออกไปจากลูกน้อยนะคะ รวมทั้งพฤติกรรมของพ่อแม่ที่ไม่ดี และทำให้ลูกเป็นเด็กหงุดหงิดก็ต้องกำจัดออกไปด้วยเช่นกัน   
          วิธีสร้างอารมณ์ดี
          1. ให้สัมผัสธรรมชาติ เช่น ถ้าอากาศในบ้านไม่ร้อนมาก ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ตลอด ถ้าในห้องมีแสงแดดส่องถึง ก็ไม่ต้องเปิดไฟเยอะ ให้พาลูกน้อยออกไปเดินเล่นสัมผัสธรรมชาติ อากาศที่สดชื่น ลมเย็นๆ แสงแดดอ่อนๆ


วัยซน 1- 3 ปี ต้อง Detox อารมณ์เหวี่ยงวีน

        ลูกน้อยช่วงวัย 2-3 ขวบ เป็นวัยที่ยึดตัวเองเป็นหลัก จะหวงของ ไม่แบ่งใคร เอาแต่ใจตนเอง จึงเป็นช่วงวัยที่มีนิสัยขี้วีนขี้เหวี่ยงอย่างยิ่ง

ทำไมวัยซนจึงขี้เหวี่ยง

         1. เพราะยังไม่รู้จักการควบคุมตนเอง ยังไม่รู้กรอบกติกา ยังไม่รู้จักเรื่องปฏิบัติตามกฏ แต่ถ้าพ่อแม่มีกรอบกติกาให้เขา ใส่วินัยที่เหมาะสม เขาก็จะค่อยๆ เข้าใจ ที่สำคัญต้องเข้าใจธรรมชาติอารมณ์ของเขาด้วย ก็จะช่วยให้ดีขึ้น
          2. เพราะใช้วิธีกำราบด้วยการตี พอลูกร้องไห้งอแงแทนที่จะปลอบด้วยเหตุผล กลับใช้วิธีตี พอลูกวีนก็ตีไว้ก่อนให้เขาหยุด สิ่งนี้จะสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าการตีเป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะพ่อแม่ยังตีฉันเลย เมื่อโตขึ้นเขาก็ใช้กำลัง หรือใช้การตีแก้ปัญหาของเขา จนถึงขั้นใช้การตีจัดการกับคนอื่น เด็กกลุ่มนี้จึงวีนบ่อย เพราะถูกใช้อำนาจ ถูกใช้กำลังก่อน





สร้างอารมณ์ดี...หนูไม่ขี้วีนแล้วนะ  

          1. อย่าใช้จอเลี้ยงลูก วัยซนยังเป็นวัยที่ไม่ควรใช้ทีวี หรือจอต่างๆ เลี้ยงลูก แต่ให้ใช้ของเล่นที่เด็กสามารถสร้างสรรค์ได้เองมาตั้งไว้ ง่ายๆ คือช้อน เครื่องครัวพลาสติก ของเล่นทรงเรขาคณิต หรือเป็นของเล่นที่เด็กๆ จะสามารถมีอิสระในการเล่นและสร้างสรรค์ได้
          2. คอยสังเกต เวลาลูกเล่น เล่นได้นานไหม จดจ่อกับสิ่งที่เล่นแค่ไหน วิธีการเล่นเป็นอย่างไร เพราะธรรมชาติการเล่นของเด็ก ถ้าเป็นขวบปีแรกเขาจะเล่นแบบรื้อ หรือไม่ก็เขวี้ยงของ แต่พอเริ่มเข้าช่วงวัยซน จะเปลี่ยนมาเล่นแบบลงมือปฏิบัติมากขึ้น เช่น เจอของก็จับมาหยอด หรือหยิบมาใส่ถ้วยที่อยู่รอบๆ ตัว
          พอเริ่มอายุ 3 ขวบ จะเริ่มเล่นสมมติมากขึ้น เริ่มจากเขาเห็นกิจวัตรประจำวันของคนอื่น เช่นเห็นพ่อแต่งตัวไปทำงานก็แต่งตาม เห็นพ่อนั่งทำงานก็ทำตาม เห็นแม่ทำกับข้าว ก็เล่นขายของ เห็นแม่แต่งหน้าก็ทำตามบ้าง

          ช่วงวัย 1- 3 ปีนี้ต้องปล่อยให้ลูกเล่นไปตามวัยของเขา มีอิสระในการคิด ถือเป็นรากฐานของการคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้จักจัดการอารมณ์ตนเองที่ดี





วัยเยาว์ 3-6 ปี ต้อง Detox อารมณ์อ่อนไหว ไม่มั่นคง

  เมื่อเข้าสู่วัย 3-6 ปี เด็กๆ เริ่มมีความรู้สึกนึกคิดเป็นของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกค่ะ ถ้าหากเขาจะมีการแสดงออกทางด้านอารมณ์ที่มากกว่าเด็กวัยอื่นๆ จนบางครั้งพ่อแม่อาจเข้าใจไปว่าลูกเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ยิ่งนัก


เข้าใจวัยของหนู

          เป็นธรรมดาเมื่อเด็กๆ เข้าสู่วัยนี้แล้วอารมณ์แปรปรวน อ่อนไหว หรือฉุนเฉียวได้ง่าย โดยเฉพาะช่วงอายุ 3-4 ปี ด้วยแล้ว พ่อแม่อาจไม่เข้าใจว่าทำไมลูกเราถึงได้ดื้อนัก หรือเริ่มมีความต่อต้านขึ้นบ้างแล้ว ซึ่งตามพัฒนาการของเด็กๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัย 3-4 ปี จะเริ่มมีความรู้สึกอยากท้าทายผู้ใหญ่ อยากทำตาม อยากค้นหาตัวเอง ซึ่งเมื่อลูกทำอะไรได้เอง ก็จะเริ่มขัดใจพ่อแม่แล้วล่ะค่ะ
          ฉะนั้น พ่อแม่ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจ และไม่ควรตอบสนองลูกทุกครั้ง เพราะถ้าลูกสามารถทำกับพ่อแม่ได้ เขาก็มีแนวโน้มที่จะไปทำกับคนอื่นได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงทักษะสังคมในอนาคตของลูกได้



ดีท็อกซ์พฤติกรรมลูก

          หา ขอบเขตที่เหมาะสมให้ลูก อาจไม่ใช่การสร้างกฎข้อบังคับเสียทีเดียว แต่เป็นการทำข้อตกลงหรือต่อรองซึ่งกันและกัน ว่าสิ่งไหนที่ลูกสามารถทำได้ สิ่งไหนที่ทำไม่ได้ ถ้าลูกไม่หยุดหรือไม่ยอมเชื่อฟัง ก็ต้องลงโทษ
          แต่พ่อแม่ต้องไม่ใช้อารมณ์หรือความรุนแรงกับลูกนะคะ เพราะการใช้อารมณ์ ใช้ไม้เรียว หรือแม้แต่คำพูดที่รุนแรงจะทำให้ลูกรู้สึกแย่และเห็นเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ได้ ซึ่งเขาก็อาจนำไปใช้กับผู้อื่น หรือมีการต่อต้านพ่อแม่เกิดขึ้น


พฤติกรรมพ่อแม่ก็ต้องดีท็อกซ์

          ใช่ว่าเราต้องดีท็อกซ์พฤติกรรมของลูกเท่านั้น พ่อแม่ต้องจัดการกับพฤติกรรมของตนเองด้วยค่ะ เพื่อให้การปรับพฤติกรรมของลูกได้ผล โดยเฉพาะเรื่องการจัดการอารมณ์  
          เพราะเด็กวัยนี้เริ่มรู้จักการเลียนแบบแล้ว ฉะนั้นทุกสิ่งที่พ่อแม่สอนลูกแต่ไม่สามารถทำให้ลูกเห็นเป็นแบบอย่างได้ จะทำให้ลูกไม่เชื่อมั่นในตัวพ่อแม่ ส่งผลให้พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมลูกได้  
          ยิ่งถ้าลูกต่อต้านพ่อแม่ด้วยแล้ว ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในครอบครัว ส่งผลให้ลูกเป็นเด็กก้าวร้าว ตรงกันข้ามถ้าพ่อแม่ตามใจลูกไปเสียหมด หากเป็นเช่นนี้ นานวันเข้าลูกก็จะเคยตัว ที่สุดก็นำพฤติกรรมเหล่านี้ออกไปแสดงให้คนอื่นเห็น

          ที่สำคัญพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังกับลูกมากเกินไป แต่ควรเปิดใจเรียนรู้ พื้นอารมณ์ความรู้สึกของกันและกัน โดยเฉพาะเด็กๆ วัย 0-6 ปีนี้ ถ้าพ่อแม่ดูแลพื้นอารมณ์ลูกได้ดี ลูกก็จะไม่มีปัญหาเรื่องของอารมณ์และพัฒนาการ 

 


 ที่มา [ออนไลน์]. Detox อารมณ์ลูก 3 วัยให้มั่นคงและดี. นิตยสาร  ฉบับเดือน ม.ค. 56. สืบค้นได้จาก  http://www.raklukemag.com/th/search/article_detail. วันที่สืบค้น 3 ก.พ. 56.